ใช้สี่เกณฑ์ หนึ่งคือเวลา NHS ระบุว่าควรพบแพทย์หรือทันตแพทย์เมื่อแผลอยู่นานเกิน 3 สัปดาห์ สองคือการเปลี่ยนแปลง NHS ระบุให้พบแพทย์เมื่อแผลต่างจากที่เคยเป็น เช่น ใหญ่กว่าเดิมหรืออยู่ใกล้คอหอย สามคือผลกระทบ NIDCR ระบุว่าควรพบแพทย์เมื่อแผลรุนแรงจนกินหรือดื่มลำบาก หรือเมื่อเป็นซ้ำบ่อย สี่คือกลุ่มเสี่ยง ผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษามะเร็งหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ และเด็กเล็กที่ดื่มได้ไม่ดี ใช้เกณฑ์ที่เข้มกว่าคนทั่วไป
คำถามที่คนถามจริง ๆ ไม่ใช่ว่าแผลนี้คืออะไร แต่คือ “ต้องไปหาหมอไหม” และคำตอบมีเกณฑ์ที่ชัดกว่าที่คนคิด
สิ่งที่น่าสนใจคือเกณฑ์เหล่านี้แทบไม่เกี่ยวกับหน้าตาของแผลเลย
เกณฑ์ที่ 1: เวลา
เกณฑ์ที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือเรื่องเวลา NHS ระบุว่าแผลในปากส่วนใหญ่หายเองใน 1–2 สัปดาห์ และควรพบแพทย์หรือทันตแพทย์เมื่อแผลอยู่นานเกิน 3 สัปดาห์ nidirect ระบุเช่นกันว่าควรพบแพทย์ถ้าแผลหรือก้อนในปากอยู่นานเกิน 3 สัปดาห์ โดยเฉพาะถ้าเจ็บหรือมีเลือดออก
เหตุผลของเกณฑ์นี้ไม่ใช่เพราะแผลที่อยู่นานมักร้ายแรง เพราะส่วนใหญ่ไม่ใช่ แต่เพราะแผลที่ไม่หายตามกลไกปกติเป็นกลุ่มที่ควรมีคนตรวจหาสาเหตุ NHS inform ระบุว่าในบางกรณี แผลในปากที่อยู่นานอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งช่องปาก และหากพบเร็ว โอกาสหายดี
รายละเอียดเพิ่มเติมของกลุ่มนี้อยู่ที่ แผลในปากไม่หายเกิน 2–3 สัปดาห์
เกณฑ์ที่ 2: การเปลี่ยนแปลง
ไม่ต้องรอให้ครบ 3 สัปดาห์ ถ้ามีสิ่งเหล่านี้
- แผลต่างจากที่เคยเป็น NHS ระบุให้พบแพทย์เมื่อแผลต่างจากเดิม เช่น ใหญ่กว่าที่เคย หรืออยู่ในตำแหน่งใกล้คอหอย
- เจ็บขึ้นหรือแดงขึ้นเรื่อย ๆ NHS inform ระบุว่าอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรียที่อาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
- มีเลือดออก nidirect ระบุให้พบแพทย์เมื่อแผลหรือก้อนอยู่นาน โดยเฉพาะถ้าเจ็บหรือมีเลือดออก
หลักคือ ถ้าแผลกำลังเดินไปในทิศที่แย่ลงแทนที่จะดีขึ้น นั่นคือข้อมูล ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอ
เกณฑ์ที่ 3: ผลกระทบต่อการกินดื่ม
นี่คือเกณฑ์ที่คนมองข้ามบ่อยที่สุด เพราะมันไม่เกี่ยวกับขนาดของแผลเลย
NIDCR ระบุว่าควรพบแพทย์เมื่อแผลรุนแรงจนกินหรือดื่มลำบาก และเมื่อเป็นซ้ำบ่อย เหตุผลคือเมื่อแผลขวางการกินดื่ม สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่ความไม่สบาย แต่คือของเหลวและพลังงานที่ลดลง
แผลเล็กใต้ลิ้นที่โดนทุกครั้งที่กลืน จึงเข้าเกณฑ์นี้ได้ ขณะที่แผลใหญ่กว่าในตำแหน่งที่ไม่มีอะไรมาสัมผัสอาจไม่เข้า เกณฑ์นี้ยึดที่ผลกระทบ ไม่ใช่ที่หน้าตา
NHS inform ก็ระบุในทำนองเดียวกันว่าการรักษาอาจช่วยเมื่อแผลกระทบการกินและการดื่ม

เกณฑ์ที่ 4: คุณอยู่ในกลุ่มไหน
เกณฑ์ข้างบนใช้กับคนทั่วไป แต่บางกลุ่มต้องใช้เกณฑ์ที่เข้มกว่า
| กลุ่ม | เกณฑ์ที่ใช้ | ที่มา |
|---|---|---|
| ผู้อยู่ระหว่างเคมีบำบัดหรือฉายแสง | แจ้งทีมที่รักษาเมื่อมีแผลใหม่ และติดต่อทันทีเมื่อมีไข้ ไม่ใช้เกณฑ์รอดูอาการ | NCI ระบุว่าเยื่อบุที่สลายเปิดทางให้เชื้อเข้าสู่กระแสเลือด และเมื่อเม็ดเลือดขาวต่ำ การติดเชื้ออาจรุนแรงขึ้น |
| ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ | แจ้งทีมที่รักษา ติดต่อทันทีเมื่อมีไข้ | NCI ระบุว่าเมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอ แม้แบคทีเรียปกติในปากก็อาจก่อการติดเชื้อ |
| เด็กเล็ก | ดูที่ความสามารถในการดื่ม ถ้าดื่มได้ไม่ดีจนกังวลเรื่องขาดน้ำ ให้พบแพทย์ ไม่ต้องรอ | CDC ระบุเกณฑ์นี้ รวมถึงไข้เกิน 3 วัน อาการไม่ดีขึ้นหลัง 10 วัน อายุน้อยกว่า 6 เดือน หรือมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ |
| ทารกและเด็กที่สงสัยขาดน้ำ | ติดต่อกุมารแพทย์ทันทีหรือไปห้องฉุกเฉิน | AAP ระบุให้ติดต่อทันทีหากสงสัยว่าเด็กขาดน้ำ |
รายละเอียดสำหรับเด็กอยู่ที่ แผลในปากเด็ก และสำหรับผู้ป่วยที่เปราะบางอยู่ที่ แผลในปากรุนแรงและผู้ป่วยมะเร็ง
สิ่งที่ควรเตรียมไปด้วย
ถ้าตัดสินใจไปตรวจ ข้อมูลเหล่านี้ทำให้การตรวจมีประสิทธิภาพขึ้นมาก
- แผลเริ่มเมื่อไร และเปลี่ยนไปอย่างไรตั้งแต่นั้น
- เป็นครั้งแรกหรือเป็นซ้ำ ถ้าเป็นซ้ำ บ่อยแค่ไหน และมักอยู่ตรงไหน
- ยาที่ใช้อยู่ทั้งหมด รวมถึงอาหารเสริม เพราะ NHS inform ระบุว่าแผลในปากอาจเกิดจากยาบางชนิด เช่น NSAIDs, nicorandil และ beta-blockers
- โรคประจำตัวและอาการอื่นที่มีร่วม เช่น อาการทางลำไส้ ผื่น ปวดข้อ หรือน้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ
- สิ่งที่ลองใช้แล้วและผลเป็นอย่างไร
อย่าหยุดยาที่แพทย์สั่งเองก่อนไปตรวจ แม้สงสัยว่ายาอาจเกี่ยวกับแผล ให้แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อประเมินร่วมกัน