ลูกเป็นแผลในปากซ้ำ ๆ ควรทำอย่างไร?

เริ่มจากดูว่าแผลกลับมาที่เดิมหรือเปลี่ยนตำแหน่ง ถ้ากลับมาที่เดิมเสมอ มักบอกว่ามีอะไรเสียดสีอยู่ เช่น ฟันคม ฟันที่กำลังขึ้น หรืออุปกรณ์ในช่องปาก ซึ่งเป็นสาเหตุที่แก้ได้และควรให้ทันตแพทย์ตรวจ ถ้าเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อย ๆ อาจเป็นแผลร้อนใน ซึ่ง NIDCR ระบุว่ายังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่ NIDCR ระบุว่าควรพบแพทย์เมื่อเป็นซ้ำบ่อย และถ้าแผลซ้ำเกิดจากการขาดวิตามิน การแก้ภาวะขาดอาจลดความถี่ได้

พ่อแม่ที่เจอเรื่องนี้มักผ่านรอบเดิมมาหลายครั้งแล้ว คือลูกเป็นแผล เจ็บ กินได้น้อย แล้วหาย แล้วก็กลับมาอีก

คำถามที่ควรถามไม่ใช่ว่าจะทายาอะไร แต่คือทำไมมันถึงกลับมา

คำถามแรก: กลับมาที่เดิมไหม

นี่คือคำถามที่แยกสองสถานการณ์ที่ต่างกันมาก

ตาราง: รูปแบบ / มักหมายถึง / ควรทำ
รูปแบบมักหมายถึงควรทำ
กลับมาที่ตำแหน่งเดิมเสมอมักมีอะไรเสียดสีอยู่ที่จุดนั้น เช่น ฟันคม ฟันที่กำลังขึ้น ขอบวัสดุอุดฟัน หรืออุปกรณ์ในช่องปากให้ทันตแพทย์ตรวจ เป็นสาเหตุที่แก้ได้จริงและมักถูกมองข้าม
เปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อย ๆอาจเป็นแผลร้อนใน ซึ่ง NIDCR ระบุว่ายังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดNIDCR ระบุว่าควรพบแพทย์เมื่อเป็นซ้ำบ่อย
เป็นซ้ำพร้อมไข้ทุกครั้งอาจเกี่ยวกับการติดเชื้อที่กลับมาเป็นซ้ำควรให้แพทย์ประเมิน

ในเด็ก รูปแบบแรกพบบ่อยกว่าที่คนคิด เพราะปากของเด็กเปลี่ยนตลอดเวลา ฟันขึ้น ฟันหลุด ฟันน้ำนมที่คมจากการแตกบิ่น และเด็กที่จัดฟันก็มีอุปกรณ์ที่เสียดสีได้

สิ่งที่ควรจดก่อนไปพบแพทย์

ข้อมูลชุดนี้เปลี่ยนคุณภาพของการตรวจได้จริง เพราะรูปแบบที่ซ้ำมักมองไม่เห็นถ้าไม่จด

  • ความถี่ เดือนละกี่ครั้ง หรือกี่เดือนครั้ง
  • ตำแหน่ง ที่เดิมหรือเปลี่ยนไป ถ่ายรูปไว้ได้ยิ่งดี
  • จำนวน ครั้งละกี่จุด
  • มีไข้ร่วมไหม ทุกครั้งหรือบางครั้ง
  • ก่อนหน้านั้นมีอะไร เช่น เพิ่งจัดฟัน ฟันเพิ่งขึ้น หรือมีเหตุการณ์กระแทก
  • อาการอื่นที่มีร่วม เช่น อาการทางลำไส้ ผื่น น้ำหนักไม่ขึ้นตามเกณฑ์ หรืออ่อนเพลียผิดปกติ
  • กระทบการกินดื่มแค่ไหน แต่ละครั้งกินได้น้อยลงกี่วัน

สิ่งที่แพทย์อาจพิจารณา

NIDCR ระบุว่าควรพบแพทย์เมื่อเป็นซ้ำบ่อย และระบุว่าถ้าแผลซ้ำเกิดจากการขาดวิตามิน การแก้ภาวะขาดอาจลดความถี่ได้ ประโยคหลังมีเงื่อนไขในตัว คือต้องขาดจริง

นั่นหมายความว่าการซื้อวิตามินให้ลูกกินเองโดยไม่รู้ว่าขาดหรือไม่ ไม่ใช่ทางลัด และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ โดยเฉพาะในเด็ก

นอกจากนี้ nidirect ระบุว่าแผลซ้ำอาจสัมพันธ์กับโรคโครห์น โรคซีลิแอค reactive arthritis ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือโรคเบห์เชต และระบุว่าประมาณ 40% ของคนที่เป็นแผลซ้ำรายงานว่ามีในครอบครัว ซึ่งชี้ว่าพันธุกรรมมีบทบาท

ในเด็ก สัญญาณที่ควรทำให้แพทย์ดูให้ละเอียดขึ้นคือเมื่อมีอาการอื่นร่วม เช่น อาการทางลำไส้ น้ำหนักไม่ขึ้นตามเกณฑ์ หรือการเจริญเติบโตที่ช้ากว่าที่ควร เพราะบางภาวะกระทบการดูดซึมสารอาหารได้

สิ่งที่ต้องระวังคือคำอธิบายที่ฟังดูครบเกินหลักฐาน เช่นการบอกว่าเด็กเป็นแผลเพราะภูมิคุ้มกันไม่ดี ประโยคนี้ไม่ได้บอกว่าควรทำอะไรต่อ และไม่ตรงกับที่ NIDCR ระบุว่าแผลร้อนในยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

ระหว่างที่ยังหาสาเหตุ

ทำสิ่งที่ชัดเจนก่อน

  • ถ้ากลับมาที่เดิม ให้ทันตแพทย์ตรวจหาสิ่งที่เสียดสี นี่คือสิ่งที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด
  • ระหว่างที่มีแผล ให้อาหารเย็นและนุ่ม HSE ระบุให้เลือกอาหารเย็นและนุ่ม และเลี่ยงผลไม้กับน้ำผลไม้ที่เป็นกรดเพราะทำให้แสบ
  • ดูให้เด็กยังดื่มได้พอ CDC ระบุว่าเด็กเล็กอาจขาดน้ำได้ถ้ากลืนของเหลวได้ไม่พอเพราะแผลในปากเจ็บ
  • AAP ระบุว่าไม่ควรใช้น้ำยาบ้วนปากทั่วไปในเด็ก เพราะแสบ

วิธีให้ของเหลวเมื่อเด็กปากเจ็บ อยู่ที่ ลูกเจ็บปาก กินข้าวไม่ได้

คำถามที่พบบ่อย

ลูกเป็นแผลในปากเดือนละครั้ง ผิดปกติไหม?
เป็นเหตุผลที่ควรให้แพทย์ประเมิน NIDCR ระบุว่าควรพบแพทย์เมื่อเป็นซ้ำบ่อย ไม่ใช่เพราะอันตรายเสมอไป แต่เพราะอาจมีปัจจัยที่แก้ได้อยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะการเสียดสีจากฟันหรืออุปกรณ์ในช่องปาก
ลูกเป็นแผลที่เดิมทุกครั้ง ต้องทำอย่างไร?
ให้ทันตแพทย์ตรวจ เพราะมักบอกว่ามีอะไรเสียดสีอยู่ที่จุดนั้น เช่น ฟันคม ฟันที่กำลังขึ้น หรืออุปกรณ์ในช่องปาก การบาดเจ็บเป็นปัจจัยกระตุ้นที่ NIDCR ระบุไว้ และเป็นสาเหตุที่แก้ได้จริง ถ้าไม่แก้ต้นเหตุ แผลจะกลับมาอีกไม่ว่าจะใช้อะไร
ควรให้ลูกกินวิตามินเสริมเพื่อลดแผลซ้ำไหม?
ควรปรึกษาแพทย์ก่อน NIDCR ระบุว่าถ้าแผลซ้ำเกิดจากการขาดวิตามิน การแก้ภาวะขาดอาจลดความถี่ได้ ซึ่งมีเงื่อนไขว่าต้องขาดจริง การให้เด็กกินเสริมโดยไม่รู้ว่าขาดหรือไม่ ไม่ใช่ทางลัด และควรอยู่ในคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
แผลในปากซ้ำในเด็ก เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันไหม?
ไม่ควรใช้คำอธิบายนี้แบบเหมารวม NIDCR ระบุว่าแผลร้อนในยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด nidirect ระบุว่าแผลซ้ำอาจสัมพันธ์กับภาวะภูมิคุ้มกันอ่อนแอ รวมถึงโรคโครห์น โรคซีลิแอค reactive arthritis และโรคเบห์เชต แต่ก็ระบุว่าประมาณ 40% ของคนที่เป็นแผลซ้ำมีในครอบครัว ซึ่งชี้ว่าพันธุกรรมมีบทบาท ถ้าเป็นซ้ำบ่อยควรให้แพทย์ประเมิน
เมื่อไรที่แผลซ้ำในเด็กควรตรวจละเอียดขึ้น?
เมื่อมีอาการอื่นร่วม เช่น อาการทางลำไส้ น้ำหนักไม่ขึ้นตามเกณฑ์ การเจริญเติบโตช้ากว่าที่ควร ผื่น หรืออ่อนเพลียผิดปกติ เพราะ nidirect ระบุว่าแผลซ้ำอาจสัมพันธ์กับบางภาวะที่กระทบการดูดซึมสารอาหารได้ การจดบันทึกความถี่ ตำแหน่ง และอาการร่วมช่วยให้แพทย์ประเมินได้ตรงขึ้น